วันพุธที่ 23 กรกฎาคม พ.ศ. 2557

ศาสนาสิกข์

ศาสนาสิกข์ หรือ ซิกข์



ประวัติศาสนา

    ศาสนาสิกข์ (คำว่า สิกข์ มาจากภาษาบาลี สิกขา แปลว่า การศึกษา การฝึกหัด) เป็นศาสนาที่ตั้งขึ้นใหม่ (อันเนื่องมาจากศาสนาอิสลาม ในยุคของราชวงศ์โมกุลเข้าครองชมพูทวีป ทำลายล้างประชาชนชาว ชมพูทวีปที่ไม่นับถือศาสนาอิสลามเสียหมด หากผู้ใดหันมานับถืออิสลาม ก็ยกเว้น ไม่ฆ่า  จนทำให้พุทธศาสนาสูญสิ้นไปจากอินเดีย อันเนื่องมาจาก ศาสนาพุทธ ไม่ถืออาวุธเข้าหั้มหั่นเหมือนศาสนาอื่น ๆ  แต่มีศาสนาหนึ่ง คือ ศาสนาพราหมณ์-ฮินดู ที่ยกอาวุธขึ้นสู้กับศาสนาอิสลามจนถึงทุกวันนี้ อันเป็นเหตุให้ชมพูทวีปแบ่งแยกออกเป็นหลายประเทศ เช่น  อัฟกานิสถาน  ปากีสถาน  เนปาล  บังคลาเทศ ฯลฯ) ซึ่งเป็นศาสนาของชาวอินเดีย ที่เห็นร่วมกันว่า ควรจะมีการทำให้ชาวอินเดีย ที่นับถือศาสนาฮินดู และศาสนาอิสลาม มีความสมัครสมาน และสามัคคีกัน โดยกำหนดให้มี พระเจ้าองค์เดียว  ไม่มีพระเป็นเจ้าของมุสลิมองค์หนึ่ง ของฮินดูองค์หนึ่ง หรือของคริสต์องค์หนึ่ง (พึงสังเกตว่า ไม่มีศาสนาพุทธ เนื่องจากสูญสิ้นไปจากอินเดียแล้ว อันเนื่องมาจากเหตุดังกล่าว) แต่มนุษยชาติ มีพระเจ้าเพียงองค์เดียว


     ผู้ที่นับถือศาสนาสิกข์  ในระยะแรกต้องประกอบพิธี "ปาหุล" ก่อน แล้วจะได้นามพิเศษต่อท้ายชื่อว่า "สิงห์" หรือ "ซิงห์" และจะได้รับ 5 สิ่ง ที่เรียกว่า "กกะ" คือ

  1. เกศ  คือ  การไว้ผมยาว โดยไม่ต้องตัดเลย
  2. กังฆา  คือ  หวีขนาดเล็ก
  3. กฉา  คือ  กางเกงขาสั้น
  4. กรา  คือ  กำไลมือทำด้วยเหล็ก
  5. กฤปาน  คือ  ดาบ
     ศาสนาดของศาสนาสิกข์ หรือเรียกว่า "คุรุ" มีทั้งหมด  11  องค์  องค์แรก และมีความสำคัญที่สุด ชื่อ คุรุนานัก  ซึ่งมีชีวิตอยู่ในราวปี พ.ศ. 2012 - 2082 ท่านเกิดในวรรณะกษัตริย์ แต่มีฐานะยากจน  เกิดที่แคว้นปัญจาบ  บิดาชื่อ กาลุ  มารดาชื่อ  ตฤปตา  ท่านมีความรู้แตกฉานในคัมภีร์พระเวท ตั้งแต่อายุยังน้อย เมื่ออายุได้ 7 ขวบ ก็สามารถโต้เถียงกับครูบาอาจารย์เรื่องพระเป็นเจ้าได้ จนอายุ 8 ขวบ ก็เริ่มศึกษาความเป็นมา และศาสนาของเพื่อนบ้าน และสามารถสั่งสอนคนได้ ตั้งแต่อายุ 9 ขวบ ต่อมาสมรสกับนางสุลักขณี มีบุตร 2 คน คือ ศรีจันทร์ กับ ลักษมิทาส

     ต่อมาได้เข้าไปทำสมาธิอยู่ในป่า จนสามารถได้รับปรากฏการณ์ทางจิต และได้เห็นพระเป็นเจ้า จึงกลับมาบ้านแจกทานแก่คนยากจน ให้ยาและรักษา พยาบาลคนเจ็บป่วย  ท่านได้เดินทางไปเผยแผ่คำสอนยังเมืองต่าง ๆ  จนมีลูกศิษย์ มากมาย ทั้งที่เป็นฮินดูและมุสลิม ท่านได้นำหลักธรรมที่สำคัญคือ "สามัคคี เสมอภาค ศรัทธา  และภักดี ในพระเจ้า" ไปสั่งสอนยังเมืองต่าง ๆ  ทั้งในอินเดีย ลังกา อาระเบีย เมืองเมกกะ และแบกแดดด้วย
ต่อมามีคุรุอีก 9 องค์ คือ อังคัท  อมรทาส รามทาส  อรชุน  หริโควินทร์  หริไร  หิรกฤษัน  เตฆพหทุร์  และโควินทสิงห์ (พึงสังเกต จะมีชื่อของเทพในศาสนาฮินดู ด้วย คือ ราม ในรามทาส หริ ซึ่งหมายถึงพระอินทร์ ในหริโดวินทร์ และหริไร)


สัญลักษณ์
:
คันด้า เป็นเครื่องหมายเกียรติยศ ของชาวซิกข์ สัญลักษณ์นี้ ประกอบด้วยกีรปานสองด้าม (ดาบของชาวซิกข์) คันด้าหนึ่งอัน (ดาบลักษณะสองคม) และวงจักรหรือห่วงกลมภายใน  หนึ่งอัน
ความหมาย
:
ดาบทั้งสองด้าม แสดงถึงความมีอำนาจ อธิปไตย ทั้งทางโลก และทางธรรมอย่างสมบูรณ์ วงจักรแสดงถึงความเป็นอมตะ หนึ่งเดียวของพระผู้เป็นเจ้า พระเจ้าผู้ทรงสร้าง และให้กำเนิดทุกสรรพสิ่ง ดาบสองคม แสดงถึงความเป็นผู้ริเริ่ม ฉะนั้นอำนาจอธิปไตย ความเป็นอมตะ (ของพระผู้เป็นเจ้า) และความเป็นผู้ริเริ่ม บุกเบิก คือ หลักการและสัญลักษณ์พื้นฐาน ที่สำคัญของความเป็นชนชาติซิกข์

พระคัมภีร์ของศาสนาสิกข์

  พระมหาคัมภีร์ของศาสนาสิกข์คือ อาดิครันถ์ เป็นที่รวมของพระธรรม บทสวดภาวนา สดุดีพระผู้เป็นเจ้า โดยพระศาสดาของสิกข์ และนักบวช นักบุญ และนักปราชญ์ ของอินเดียในสมัยนั้น ประดุจศูนย์ รวมของข้อปฏิบัติทางศาสนาและจิตใจ

หลักคำสอน

  ความเชื่อถือพื้นฐานของสิกข์ คือ มูลมันตระบทสวดขั้นมูลฐาน” (ข้อมูลแห่งมนตรประเสริฐบทสวดนี้เป็นบทสวดปฐม บทแรกเริ่มต้นในพระมหาคัมภีร์คุรครันถ์ซาฮิบ ประพันธ์โดยพระศาสดาคุรุนานัก เป็นบทสรุปและรากฐานแห่งความเชื่อถือของชาวสิกข์ ชาวสิกข์จะสวดภาวนาบทสวดนี้ทุกวัน

พิธีกรรมที่สำคัญ

      จุดมุ่งหมายที่สำคัญของศาสนาสิกข์ คือ ต้องการให้ทุกคน ที่นับถือสิกข์ มีความรู้สึกต่อกันฉันพี่น้อง เป็นการสร้าง "ภราดรภาพ" ขึ้นหมู่ศาสนิกชนที่นับถือศาสนาร่วมกัน โดยไม่มีการถือชาติชั้นวรรณะ  พิธีกรรมที่สำคัญ จึงมุ่งอยู่ที่ ความเสมอภาคและความสามัคคี  ได้แก่
  1. สังคีต  หมายถึง  การชุมนุมผู้ที่นับถือศาสนาสิกข์ร่วมกัน เพื่อก่อให้เกิดการสามัคคี ในที่ชุมนุมนี้ ทุกคนจะต้อง ช่วยตัวเอง เหมือนกันหมด ไม่มีนายไม่มีบ่าว คนที่ไม่เคย ทำงานด้วยตัวเอง  เมื่อเข้ามาสู่พิธีนี้แล้ว จะต้องทำเองทุกอย่าง
  2. อมฤตสังสการ หมายถึง พิธีรับคนเข้าสู่ศาสนาสิกข์ เพราะเหตุที่ศาสนานี้ เกิดจากการประยุกต์ ศาสนาอิสลาม กาับศาสนาฮินดูเข้าด้วยกัน ดังนั้น ผู้ที่ถือศาสนาสิกข์ จึงอาจนับถือศาสนาใดมาก่อนก็ได้ แต่เมื่อเข้ามาสู่ศาสนานี้ แล้ว ต้องเลิกปรัมปราประเพณีต่าง ๆ  ที่เจยยึดถือมาให้หมด เช่น เมื่อนับถือศาสนาพราหมณ์ อาจดูถูกดูหมิ่นพวกศูทรว่า เป็นกาลกิณี เป็นบุคคลที่ไม่พึงแตะต้อง หรือพวกพราหมณ์ ต้องปรุงอาหารรับประทานเอง จะรับประทานอาหาร ที่คนในวรรณอื่นปรุงขึ้นไม่ได้ หรือผู้ที่นับถือศาสนา อิสลาม จะต้องทำนมาซวันละ  5 ครั้ง ต้องรับประทาน เนื้อสัตว์ ที่มุสลิมเป็นผู้ฆ่า เป็นต้น เมื่อมานับถือศาสนาสิกข์ นั้น ทุกคนจะนั่งร่วมกันในสถานที่แห่งเดียวกัน หยิบอาหาร ใส่ปากกันและกันได้ ถ้าหากยังรังเกียจกันอยู่ ก็เชื่อว่า ยังไม่เป็นสิกข์ เป็นต้น

จุดหมายปลายทางสูงสุดของศาสนาสิกข์

  ศาสนาสิกข์มีจุดหมายปลายทางสูงสุดของชีวิต อันเป็นความสุขที่แท้จริงและนิรันดร ที่ชาวสิกข์ทุกคนปรารถนาจะดำเนินไปถึง คือ ความกลมกลืนเข้ากับชีวิตของพระเจ้า หรือได้รับพระมหากรุณาจากพระเจ้า วิธีที่จะบรรลุจุดหมายปลายทางนั้นได้ก็ต้องบูชาพระเจ้า สวดเพลงสรรเสริญพระนาม และการฟังพระนาม






ศาสนาอิสลาม


 ศาสนาอิสลาม
  

๑. กำเนิด
ศาสนาอิสลามกำเนิดขึ้นในบริเวณคาบสมุทรอาหรับในตะวันออกกลาง สมัยเมื่อประมาณ 570 ปีหลังคริสต์ศาสนา คำว่าอิสลามหมายความว่า "การยอมรับ-ศานติ-และความสงบ" ผู้ที่นับถือศาสนาอิสลามเรียกว่าชาวมุสลิม.

๒. สิ่งเคารพสูงสุด
คือเทพเจ้านามว่า "อัลเลาะห์" หรือ "อัลหล่าห์" ที่เป็นเทพเจ้าสูงสุดที่ชาวมุสลิมเคารพนับถือ.


สัญลักษณ์ของพระอัลเลาะห์

๓. ศาสดา
คือพระมะหะมัด ซึ่งอ้างว่าตนเป็นศาสดาองค์สุดท้ายของพระเจ้า.



๔. คัมภีร์
คือคัมภีร์กุรุอาน มีความยาวประมาณ ๘๐,๐๐๐ คำ ซึ่งเชื่อกันว่าเป็นเทวโองการที่พระเจ้าทรงกระซิบสั่งให้นบีมะหะมัดมาสอนชาวโลก.

๕. สรุปหลักคำสอน
ชาวมุสลิมจะมีความเชื่อ ๖ ประการ อันได้แก่
๑. ศรัทธาในพระอัลเลาะห์องค์เดียว
๒. ศรัทธาในพระมะหะมัดและศาสดาองค์ก่อนๆ
๓. ศรัทธาในคัมภีร์กุรุอาน
๔. เชื่อมั่นว่ามีเทพนำคำสอนจากพระเจ้ามาสู่นบีมะหะมัด
๕. เชื่อมั่นในวันพระเจ้าพิพากษาโลก หรือวันสิ้นโลก(เหมือนศาสนาคริสต์)
๖. เชื่อมั่นว่าสภาวะของโลกและชีวิต เป็นไปตามเจตจำนงค์ของพระอัลเลาะห์

๖. จุดหมายสูงสุด
คือการได้กลับไปอยู่กับพระเจ้าชั่วนิรันดร เหมือนศาสนาคริสต์

๗. ความเชื่อและหลักปฏิบัติ
ศาสนาอิสลามนี้สืบทอดคำสอนมาจากสาสนายูดาห์และศาสนาคริสต์ จึงมีหลักความเชื่อพื้นฐานคล้ายๆกับศาสนาคริสต์ ส่วนหลักปฏิบัตินั้นจะเคร่งครัดกว่า เช่นจะประชุมสวดมนต์ใหญ่ทุกวันศุกร์ ,ไม่ดื่มสุราไม่กินเนื้อสุกร, ชายจะต้องขริบปลายหนังหุ้มปลายอวัยวะเพศ เป็นต้น.      ส่วนหลักปฏิบัติโดยทั่วไปมีอยู่ ๕ ประการคือ
๑. ประกาศปฏิญาณตนว่ามีศศรัทธาเชื่อมั่นในพระอัลเลาะห์และพระสาสดามะหะมัด
๒. การสวดมนต์ หรือละหมาด ซึ่งจะต้องทำวันละ หรือ 5 ครั้ง
๓. การบริจาคทาน เพื่อสังคมสงเคราะห์
๔. การถือศีลอดเป็นเวลา 1 เดือนในรอบ 1 ปี คือจะอดอาหารและน้ำตั้งแต่พระอาทิตย์ขึ้นจนถึงตกดิน
๕. การทำพิธีฮัจญ์ คือการไปแสวงบุญที่นครเมกกะ เพื่อจุมพิตศิลาดำที่ถือว่าศักดิ์สิทธิ์

๘. นิกาย
     ๑ . นิกายซุนนี แปลว่า จารีต ชาวมุสลิมจะเคร่งครัดตามแนวทางของคัมภีร์อัลกุรอ่าน
และเคารพต่อกาหลิบ ประเทศที่นับถือนิกายนี้ เช่น มาเลเซีย อินโดนีเซีย ไทย เป็นต้น
     ๒ . นิกายชีอะห์ แปลว่า พรรคพวก เป็นนิกายแรกของอิสลามที่แยกตัวออกจากนิกาย
ชีอะห์จะเคารพศรัทธาในตัวอาลี
     ๓ . นิกายวาฮาบี เน้นคัมภีร์อัลกุรอ่านและวจนะของท่านศาสดา
     ๔ . นิกายคอวาริจ หมายถึง ผู้ต่อต้านเป็นกลุ่มที่มีความคิดรุนแรงประกาศยอมเชื่อฟัง
เฉพาะอัลเลาะห์เท่านั้น
     ๕ . นิกายอิสมาอีลลี ผู้ให้กำเนิดนิกายนี้ คือ อิสมาอีล์ นับถือในประเทศอิยิปต์
     ๖ . นิกายซูฟี แปลว่า ขนสัตว์ ผู้ถือนิกายนี้จะต้องแต่งตัวด้วยขนสัตว์ ประพฤติสันโดษ

๙. ประเทศที่นับถือ
มีผู้นับถือมากในประเทศทางตะวันออกกลาง และประเทศปากีสถานอินเดีย, อินโดนีเซียมาเลเซียและมีประปรายในประเทศอื่นทั่วโลก.

๑๐. ผู้สืบทอด
ศาสนาอิสลามไม่มีนักบวช มีแต่อิหม่ามที่ทำหน้าที่เป็นผู้นำและสั่งสอน

๑๑. สถานที่สำคัญ
คืออาคารรูปสี่เหลี่ยมสร้างด้วยหิน ตั้งอยู่เนินเขาบริเวณหุบเขาเมกะ บริเวณเมืองกาบา ประเทศซาอุ

นครเมกกะ (Makkah) 

ศาสนาฮินดู (พราหมณ์)

ศาสนาฮินดู (พราหมณ์)

พระกฤษณะ หรือ พระนารายณ์

๑. ต้นกำเนิด
ศาสนาฮินดูเป็นศาสนาเก่าแก่ของชาวอารยัน กำเนิดขึ้นที่ประเทศอินเดียก่อนศาสนาอื่นๆ โดยมีพราหมณ์เป็นผู้สั่งสอนและประกอบพิธีกรรมจึงเรียกกันว่าเป็นศาสนาของพราหมณ์ หรือศาสนาพราหมณ์.

๒. สิ่งเคารพสูงสุด
ศาสนาฮินดูเป็นศาสนาประเภทเทวนิยมคือเคารพยอมรับเรื่องเทพเจ้าเป็นสิ่งสูงสุด โดยเทพเจ้า ๓ องค์ที่ชาวฮินดูให้ความเคารพสูงสุดอันได้แก่
๑. พระพรหม ที่เป็นเทพเจ้าผู้สร้างหรือให้กำเนิดทุกสิ่งในเอกภพขึ้นมา
๒. พระวิษณุ หรือพระนารายณ์ ที่เป็นเทพเจ้าผู้ปกป้องรักษา
๓. พระอิศวร หรือพระศิวะ ที่เป็นเทพเจ้าผู้ทำลาย
เทพเจ้าทั้ง ๓ องค์นี้รวมเรียกว่า ตรีมูรติ ที่เป็นเทพเจ้าสูงสุด แต่ชาวฮินดูยังนับถือเทพเจ้ารองๆลงมาอีกมากประมาณ ๓๐๐ ล้านองค์.

เทพตรีมูรติ ประกอบด้วย พระพรหม พระนารายณ์ และพระอิศวร


๓. ศาสดา
ศาสนาฮินดูไม่มีศาสดาเพราะสืบทอดกันมานานจนไม่รู้ว่าใครเป็นผู้สั่งสอนคนแรก แต่มีฤๅษีและพราหมณ์เป็นผู้สั่งสอนและพัฒนาหลักคำสอนสืบต่อกันมาเรื่อยๆ

๔. คัมภีร์
คัมภีร์ของศาสนาฮินดูเก่านั้นมีอยู่ ๔ คัมภีร์คือ
๑. คัมภีร์ฤคเวท เป็นคัมภีร์สำหรับใช้สวดสรรเสริญพระเจ้า
๒. คัมภีร์ยชุรเวท เป็นคัมภีร์รวบรวมบทร้อยกรองใช้ในพิธีบูชายัญในศาสนา
๓. คัมภีร์สามเวท เป็นคัมภีร์รวบรวมบทสวดมนต์สำหรับประกอบพิธีกรรมต่างๆของประชาชนทั่วไป
๔. คัมภีร์อาถรรพเวท เป็นคัมภีร์เวทมนต์คาถา
คัมภีร์เหล่านี้เรียกว่า คัมภีร์พระเวท แต่ต่อมาได้เกิดคัมภีร์อุปนิษัทขึ้นอีก ซึ่งเป็นคัมภีร์ที่กล่าวถึงเรื่องธรรมชาติของจักรวาลและวิญญาณมนุษย์ อันส่งผลกระทบถึงความคิดและการดำเนินชีวิตของชาวอินเดียอย่างมาก.

๕. สรุปหลักคำสอน
คำสอนสำคัญในคัมภีร์อุปนิษัทนั้นสรุปได้ ๕ เรื่องคือ
๑. ปรมาตมัน หรือ พรหม คือวิญญาณหรือตัวตนดั้งเดิม หรือใหญ่ ที่เที่ยงแท้ถาวร เป็นหนึ่งและอมตะ
๒. อาตมัน หรือชีวาตมัน คือส่วนย่อยของปรมาตมันหรือพรหมที่แยกออกมาอยู่ในแต่ละบุคคล
๓. การกลับเข้าไปรวมกับปรมาตมันหรือพรหมได้นั้นคือการพ้นทุกข์ไม่ต้องเวียนว่ายตายเกิดอีก
๔. ชีวาตมันจะกลับไปรวมกับปรมาตมันได้นั้น ผู้นั้นจะต้องบำเพ็ญกิริยา ประกอบพิธีต่างๆจนบรรลุถึงโมกษะ (หลุดพ้นจากอัตตา) ชีวาตมันก็จะกลับไปรวมกับปรมาตมันได้.
๕. เรื่องกฎแห่งกรรม คือสอนว่ากรรมเป็นเครื่องกำหนดของชีวิตในภพหน้า กล่าวคือใครทำสิ่งใดในชาตินี้ ย่อมได้สิ่งนั้น ในชาติหน้า

๖. หลักความเชื่อที่สำคัญ
คำสอนในคัมภีร์อุปนิษัทนี้เองที่ทำให้เกิดความเชื่อเรื่องวิญญาณเวียนว่ายตายเกิด และเรื่องนรกใต้ดิน สวรรค์บนฟ้า ผี สาง เทวดา ต่างๆขึ้นมา รวมทั้งเรื่องอาวตารของพระนารายณ์ที่เกิดมาเพื่อช่วยโลก เช่น อวตารมาเป็นพระรามเพื่อฆ่ายักษ์ หรือแม้เรื่อง อวตารมาเป็นพระพุทธเจ้า เพื่อสอนพวกอสูรผิดๆจะได้ไม่มีฤทธิ์เดช จะได้กำจัดได้ง่าย เป็นต้น นี่เองที่ทำให้ผู้ที่ไม่รู้จักพุทธศาสนาอย่างถูกต้องก็จะเชื่อกันว่าพุทธศาสนานั้นแยกออกมาหรือเป็นเพียงสาขาหนึ่งของศาสนาฮินดูเท่านั้น ซึ่งความเชื่อนี้ก็ได้เข้าไปปะปนอยู่ในคำสอนของพุทธศาสนาในระดับศีลธรรมเต็มไปหมด และก็ยังเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้พุทธศาสนาสูญหายไปจากอินเดียอีกด้วย

๗. นิกาย
นิกายใหญ่ๆของศาสนาฮินดูมีอยู่ ๖ นิกายคือ
๑. นิกายไวษณวะ ซึ่งนับถือพระวิษณุเป็นเทพเจ้าสูงสุด
๒. นิกายไศวะ ซึ่งนับถือพระศิวะเป็นเทพเจ้าสูงสุด (พวกนี้เรียกว่าพวกลึงค์ยัติซึ่งนิยมพกลึงค์เล็กๆคาดไว้ที่เอว)
๓. นิกายศักดา ซึ่งพวกนี้นับถือลักษณะสตรีเพศคือนับถือมเหสีของพระวิษณุ คือเจ้าแม่กาลี ในฝ่ายที่ดุร้าย
๔. นิกายคณพัทยะ ซึ่งนับถือพระคเณศที่มีเศียรเป็นช้าง
๕. นิกายสรภัทธะ ซึ่งนับถือบูชาพระอาทิตย์เป็นเทพเจ้าสูงสุด
๖. นิกายสมารธะ ซึ่งเป็นนิกายใจกว้างนับถือเทพเจ้าทุกองค์.

๘. จุดหมายสูงสุด
จุดหมายสูงสุดของศาสนาฮินดูก็คือการได้กลับไปรวมอยู่กับพรหมหรือปรมาตมัน ซึ่งไม่ต้องเวียนว่ายตายเกิดให้เป็นทุกข์อีกต่อไป ส่วนจุดหมายรองลงมาก็คือการได้ขึ้นสวรรค์เสพสุขอยู่กับนางฟ้าบนสวรรค์นานๆโดยไม่ต้องทำงาน.

๙. ความเชื่อและหลักปฏิบัติ
ชาวอินเดียวจะมีการแบ่งผู้คนออกเป็นพวกๆหรือวรรณะตามความเชื่อจากศาสนาฮินดูคือ
๑. วรรณะพราหมณ์เป็นวรรณะสูงสุด ได้แก่พวกผู้ประกอบพิธีกรรมต่างๆ
๒. วรรณะกษัตริย์ ได้แก่พวกกษัตริย์ผู้ปกครองบ้านเมือง
๓. วรรณะแพศย์ ได้แก่พวกพ่อค้า ช่างฝีมือ
๔. วรรณะศูทร ได้แก่พวกคนใช้
ชาวอินเดียจะยึดถือเรื่องวรรณะกันมาก ถ้าใครแต่งงานกันต่างวรรณะ ลูกออกมาจะเป็นพวกจัณฑาล ซึ่งเป็นคนชั้นต่ำสุดที่สังคมรังเกียจ ส่วนวรรณะพราหมณ์ที่ถือว่าเป็นวรรณะสูงสุดเพราะเขาถือว่าพราหมณ์เกิดมาจากพรหม. หลักปฏิบัติของศาสนาฮินดูนั้นก็มีหลักศีลธรรมอยู่มากมาย แต่เน้นไปที่การบูชาเทพเจ้าที่ตนนับถือ และยังมีความอดทนที่จะรับความทุกข์ยากโดยไม่คิดจะปรับปรุงแก้ไข เพราะถือว่านี่เป็นกรรมของตนหรือเป็นพรหมลิขิตไม่สามารถหลีกหนีได้ ไม่มีใครจะมาช่วยเหลือได้ จึงทำให้เกิดความนิ่งดูดายหรือใจดำไม่ค่อยจะมีใครช่วยเหลือใคร เพราะถือว่าเป็นกรรมของเขาเองที่ทำไว้ในชาติก่อน ส่วนคนที่ไปช่วยก็ช่วยเพราะอยากให้ตนมีสภาพชีวิตที่ดีขึ้น ไม่ได้ช่วยเพราะความสงสารอย่างแท้จริง.

๑๐. ประเทศที่นับถือ
ปัจจุบันศาสนาฮินดูจะมีผู้คนนับถือมากเฉพาะในประเทศอินเดีย และยังมีผู้ที่ทรมานร่างกายหรือบำเพ็ญทุกรกิริยาเพื่อให้บรรลุถึงโมกษะอยู่ด้วย แต่ก็มีผู้คนนับถือประปรายอยู่ในประเทศต่างๆทั่วโลก และนิยมเรียกกันว่าศาสนาพราหมณ์

๑๑. ประเพณี
ศาสนาฮินดูมีประเพณีต่างๆมากมาย ส่วนมากเป็นประเพณีบูชาเทพเจ้า เช่นการฆ่าสัตว์บูชายัญต่อเจ้าแม่กาลี ซึ่งบางครั้งก็มีการฆ่ามนุษย์เพื่อบูชายัญเพราะเชื่อว่าเทพเจ้าจะพอในและดลบันดาลให้ความหายนะหรือโรคระบาดหายไปได้

๑๒. ผู้สืบทอด
ศาสนาฮินดูจะมีพราหมณ์ เป็นผู้ผูกขาดการประกอบพิธี และทำหน้าที่สั่งสอน และจะมีการเรียนพระเวทหรือศึกษาคัมภีร์พระเวท ถ้าใครเรียนจบถือว่าเก่งมาก จนเกิดประเพณีว่าผู้หญิงจะต้องไปสู่ขอผู้ชายมาแต่งงานเพราะว่าผู้ชายมีค่าสูงส่ง โดยผู้จบพระเวทจะสามารถประกอบพิธีทำให้มีรายได้งาม อย่างเช่นถ้าใครจะให้ญาติที่ตายไปแล้วได้ขึ้นสวรรค์จะต้องนำทรัพย์หรือของมีค่า เช่นโค มาให้พราหมณ์มากๆ เพื่อพราหมณ์จะได้สวดส่งวิญญาณของญาตินั้นให้ขึ้นสวรรค์ ถ้าใครยากจนก็ไม่มีทางได้ขึ้นสวรรค์ .

๑๓. วันสำคัญ
เช่น วันสงกรานต์ เป็นต้น (ยังไม่มีข้อมูล)

๑๔. สถานที่สำคัญ
สถานที่สำคัญแห่งหนึ่งอยู่ที่เมืองพาราณสี ที่ตั้งอยู่ที่ฝั่งของแม่น้ำคงคาที่เรียกว่า กาสี ซึ่งคนที่เคร่งครัดในศาสนาฮินดูทุกคนจะต้องดิ้นรนมาตายที่วงกลมศักดิ์สิทธิ์ที่มีรัศมีประมาณ ๑๐ ไมล์จากจุดศูนย์กลางของตัวเมืองที่เรียกว่าปัญจะโกสี ซึ่งผู้คนจะมาแสวงบุญกันที่นี่ให้มากครั้งเท่าที่จะทำได้ และลงอาบนำในแม่น้ำคงคาที่ถือว่าศักดิ์สิทธิ์ชำระล้างบาปได้ ดังนั้นเมื่อมีคนตายจึงนิยมนำมาเผาที่บริเวณนี้และทิ้งศพลงแม่น้ำคงคา จนทำให้เมืองนี้เป็นเมืองที่เศร้าโศกตลอดกาล เพราะมีแต่งานศพและควันลอยโขมงอยู่ตลอดเวลา สถานที่ศักดิ์สิทธิ์อีกแห่งหนึ่งคือเมืองมธุรา ที่เป็นเมืองสำคัญศักดิ์สิทธิ์ของนิกายไวษวะที่ตั้งอยู่บนฝั่งแม้น้ำยมนา ที่ถือว่าเป็นบ้านเกิดของพระกฤษณะ เมื่อถึงเทศกาลจะมีนักแสวงบุญมาที่เมืองนี้และมีพิธีฟ้อนรำให้เกียรติแก่พระกฤษณะ ซึ่งนอกจากสถานที่สำคัญทั้งสองแห่งนี้แล้วยังมีศูนย์กลางทางศาสนาอีกหลายแห่ง.

พระพรหม

ประวัติพุทธศาสนา


ประวัติพุทธศาสนา

ศาสนาพุทธเป็นศาสนาประเภทอเทวนิยม และเป็นศาสนาที่มีผู้นับถือมากศาสนาหนึ่งของโลก รองจาก ศาสนาคริสต์ ศาสนาอิสลาม และศาสนาฮินดู ประวัติความเป็นมาของศาสนาพุทธเริ่มตั้งแต่สมัยพุทธกาล ผู้ประกาศศาสนาและเป็นศาสดาของศาสนาพุทธคือพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ทรงตรัสรู้เมื่อวันขึ้น 15 ค่ำ เดือนวิสาขะหรือเดือน 6 ณ ใต้ต้นพระศรีมหาโพธิ์ ตำบลอุรุเวลาเสนานิคม แคว้นมคธ ประเทศอินเดีย 45 ปี ก่อนพุทธศักราช ปัจจุบันสถานที่นี้ เรียกว่า พุทธคยา อยู่ห่างจากเมืองคยาประมาณ 11 กิโลเมตร ประวัติความเป็นมาของพุทธศาสนาหลังจากการประกาศศาสนา เริ่มจากการแพร่หลายไปทั่วอินเดีย หลังพุทธปรินิพพาน 100 ปี จึงแตกเป็นนิกายย่อย โดยนิกายที่สำคัญคือ เถรวาทและมหายาน
นิกายมหายานได้แพร่หลายไปทั่วเอเชียกลาง เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และเอเชียตะวันออก เมื่อศาสนาพุทธในอินเดียเสื่อมลง พุทธศาสนามหายานในเอเชียกลางและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ได้เสื่อมตามไปด้วย ยังคงเหลือในจีน ทิเบต ญี่ปุ่น เวียดนาม ส่วนนิกายเถรวาทได้เฟื่องฟูขึ้นอีกครั้งในศรีลังกา และแพร่หลายไปในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ พุทธศาสนาได้แพร่หลายไปยังโลกตะวันตกตั้งแต่ครั้งโบราณ แต่ชาวตะวันตกหันมาสนใจพุทธศาสนามากขึ้นในยุคจักรวรรดินิยมและหลังสงครามโลกครั้งที่ 2

ชาติกำเนิดของพระพุทธเจ้า


พระโคตมพุทธเจ้า หรือ พระพุทธเจ้าองค์ปัจจุบัน มีพระนามเดิมว่า เจ้าชายสิทธัตถะ เป็นพระโอรสของพระเจ้าสุทโธทนะ และ พระนางสิริมหามายาประสูติในราชตระกูลศากยวงศ์ แห่งกรุงกบิลพัสดุ์ พระองค์ทรงออกผนวชเมื่อพระชนมายุ 29 พรรษา บำเพ็ญเพียรอยู่ 6 ปี จึงตรัสรู้เมื่อพระชนมายุ 35 พรรษา และทรงประกาศพระศาสนาอยู่ 45 ปี จึงเสด็จปรินิพพานเมื่อพระชนมายุได้ 80 พรรษา ซึ่งเป็นการเริ่มต้นของการนับปีพุทธศักราช
หลังจากพระพุทธเจ้าตรัสรู้แล้ว ได้เสด็จไปโปรดพระปัญจวัคคีย์ ณ ป่าอิสิปตนมฤคทายวัน แขวงเมืองพาราณสี พระองค์ตรัสธัมมจักกัปปวัตตนสูตร เป็นปฐมเทศนาแก่พระปัญจวัคคีย์ เมื่อจบพระธรรมเทศนา ดวงตาเห็นธรรมอันปราศจากธุลีมลทิน จึงเกิดขึ้นแก่พระโกณฑัญญะ จนทำให้บรรลุเป็นพระโสดาบัน พระโกณฑัญญะจึงกราบทูลขออุปสมบทในวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 8 ซึ่งนับเป็นพระสงฆ์องค์แรกในโลก และพระรัตนตรัยจึงเกิดขึ้นในโลกเช่นกันในวันนั้น ต่อมา พระองค์ได้ทรงแสดงธรรมอื่น ๆ เพื่อโปรดพระปัญจวัคคีย์ที่เหลืออีก 4 องค์ จนบรรลุเป็นพระโสดาบันทั้งหมด หลังจากพระปัญจวัคคีย์บรรลุเป็นพระโสดาบันหมดแล้ว พระองค์ทรงแสดงธรรมอนัตตลักขณสูตร ซึ่งทำให้พระปัญจวัคคีย์บรรลุเป็นพระอรหันต์ทั้งสิ้น


คัมภีร์ในพระพุทธศาสนา
หลักธรรมคำสอนทางพุทธศาสนา ในยุคก่อนจะบันทึกเป็นลายลักษณ์อักษร ใช้วิธีท่องจำ (มุขปาฐะ) โดยใช้วิธีการแบ่งให้สงฆ์หลาย ๆ กลุ่มรับผิดชอบท่องจำในแต่ละเล่ม เป็นเครื่องมือช่วยในการรักษาความถูกต้องของหลักคำสอน จวบจนได้ถือกำเนิดอักษรเขียนที่เลียนแบบเสียงเกิดขึ้นมาซึ่งสามารถรักษาความถูกต้องของคำสอนเอาไว้ได้แทนอักษรภาพแบบเก่าที่รักษาความถูกต้องไม่ได้ จึงได้มีการบันทึกพระธรรมและพระวินัยเป็นลายลักษณ์อักษรเป็นภาษาบาลี รักษาไว้ในคัมภีร์เรียกว่า "พระไตรปิฎก" ซึ่งสามารถแยกออกได้เป็น 3 หมวดหลัก ได้แก่
  1. พระวินัยปิฎก ว่าด้วยวินัยหรือศีลของภิกษุ ภิกษุณี
  2. พระสุตตันตปิฎก ว่าด้วยพระธรรมทั่วไป และเรื่องราวต่าง ๆ
  3. พระอภิธรรมปิฎก ว่าด้วยธรรมะที่เป็นปรมัตถ์ธรรม หรือธรรมะที่แสดงถึงสภาวะล้วน ๆ ไม่มีการสมมุติ

หลักธรรมสำคัญของพุทธศาสนา 

อริยสัจ

อริยสัจ หรือจตุราริยสัจ หรืออริยสัจ ๔ เป็นหลักคำสอนหนึ่งของพระโคตมพุทธเจ้า แปลว่า ความจริงอันประเสริฐ ความจริงของพระอริยะ หรือความจริงที่ทำให้ผู้เข้าถึงกลายเป็นอริยะ มีอยู่สี่ประการ คือ ทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค
ทุกข์ ในทางศาสนาพุทธคือ ไตรลักษณ์(หลักสัจจธรรมของพุทธศาสนา) เป็นลักษณะสภาพพื้นฐานธรรมชาติอย่างหนึ่ง จากทั้งหมด 3 ลักษณะ ที่พุทธศาสนาได้สอนให้เข้าใจถึงเหตุลักษณะแห่งสรรพสิ่งที่เป็นไปภายใต้กฎไตรลักษณ์ อันได้แก่
  1. อนิจจัง (ความไม่เที่ยงแท้)
  2. ทุกขัง (ความทนอยู่อย่างเดิมได้ยาก)
  3. อนัตตา (ความไม่มีแก่นสาระ)

รูปภวจักร หรือสังสารจักรของทิเบต แสดงถึงอวิชชา ได้แก่ผลของการขาดปัญญาในการรู้ทันเหตุเกิดแห่งทุกข์ (สมุทัย) ทำให้ต้องจมเวียนว่ายตายเกิดอยู่ในกองทุกข์ทั้งปวงไม่จบสิ้น
เหตุแห่งทุกข์ (สมุทัย) ได้แก่ ปฏิจจสมุปบาท (หลักศรัทธาของพุทธศาสนา) พุทธศาสนา สอนว่า ความทุกข์ ไม่ได้เกิดจากสิ่งใดดลบันดาล หากเกิดแต่เหตุและปัจจัยต่างๆ มาประชุมพร้อมกัน โดยมีรากเหง้ามาจากความไม่รู้หรือ อวิชชา ทำให้กระบวนการต่างๆ ไม่ขาดตอน เพราะนามธาตุที่เป็นไปตามกฎนิยาม ตามกระบวนการที่เรียกว่ามหาปัฏฐาน ทำให้เกิดสังขารเจตสิกกฎเกณฑ์การปรุงแต่งซึ่งเป็นข้อมูลอันเป็นดุจพันธุกรรมของจิต วิวัฒนาการเป็นธรรมธาตุอันเป็นระบบการทำงานของนามขันธ์ที่ประกอบกันเป็นจิต ( อันเป็นสภาวะที่รับรู้และเป็นไปตามเจตสิกของนามธาตุ) และเป็นวิญญาณขันธ์ ที่พระพุทธเจ้าตรัสว่าเป็นธาตุแสง (รังสิโยธาตุ) อันเกิดจากการทำงานของนามธาตุอย่างเป็นระบบ จนสามารถประสานหรือกำหนดกฎเกณฑ์รูปขันธ์ ของชีวิตินทรีย์ (เช่นไวรัส แบคทีเรีย ต้นไม้ เซลล์ ที่มีชีวิตขึ้นมาเพราะกฎพีชนิยาม) ทำให้เหตุผลของรูปขันธ์เป็นไปตามเหตุผลของนามขันธ์ด้วย (จิตเป็นนายกายเป็นบ่าว) ทำให้รูปขันธ์ที่เป็นชีวิตินทรีย์พัฒนามีร่างกายที่สลับซับซ้อนมีระบบการทำงานจนเกิดมีปสาทรูป 5 รวมการรับรู้ทางมโนทวารอีก 1 เป็นอายตนะทั้ง 6 เมื่ออายตนะกระทบกับสรรพสิ่งที่มากระทบจนเกิดผัสสะ จนเกิดเวทนา คือ ความสุขบ้าง ทุกข์บ้าง ไม่สุขไม่ทุกข์บ้าง(อุเบกขา)
  • เพราะอาศัย เวทนา จึงมี ตัณหา
  • เพราะอาศัย ตัณหาจึงมี การแสวงหา (ปริเยสนา)
  • เพราะอาศัย การแสวงหา จึงมี การได้ (ลาโภ)
  • เพราะอาศัย การได้ จึงมี ความปลงใจรัก (วินิจฺฉโย)
  • เพราะอาศัย ความปลงใจรัก จึงมี ความกำหนัดด้วยความพอใจ (ฉนฺทราโค)
  • เพราะอาศัย ความกำหนัดด้วยความพอใจ จึงมี ความติดอกติดใจ (ปริคคฺโห)
  • เพราะอาศัย ความจับอกจับใจ จึงมี ความตระหนี่ (มฺจฉริยํ)
  • เพราะอาศัย ความตระหนี่ จึงมี การหวงกั้น (อารกฺโข)
  • เพราะอาศัย การหวงกั้น จึงมี เรื่องราวอันเกิดจากการหวงกั้น (อารกฺขาธิกรณํ) กล่าวคือ การใช้อาวุธไม่มีคม การใช้อาวุธมีคม การทะเลาะ การแก่งแย่ง การวิวาท การกล่าวคำหยาบว่า “มึง ! มึง !” การพูดคำส่อเสียด และการพูดเท็จทั้งหลาย : ธรรมอันเป็นบาปอกุศลเป็นอเนก ย่อมเกิดขึ้นพร้อมด้วยอาการอย่างนี้ และยึดว่าสิ่งนั้นๆเป็นตัวกู (อหังการ) ของกู (มมังการ)

ศาสนสถาน 

พิธีกรรมต่างๆในทางศาสนาพุทธรวมเรียกว่าศาสนพิธีในทางพุทธศาสนาพิธีกรรมที่มีบัญญัติไว้เป็นอย่างเป็นหลักการคือสังฆกรรมของพระภิกษุสงฆ์ และพิธีกรรมที่มีมาตามวัฒนธรรมคืออัญชลี (การประนมมือ) วันทา (การไหว้) และอภิวาท (การกราบ) รวมถึงการเวียนประทักษิณ (เดินวนขวาสามรอบหรือการเวียนเทียน) และการพรมน้ำมนต์ เนื่องจากศาสนาพุทธถือว่าพิธีกรรมเป็นเพียงอุบายในการช่วยให้เข้าสู่ความดีในผู้ที่ยังไม่เข้าถึงแก่นแท้ทางศาสนา จึงไม่จำกัดหรือเจาะจงแน่ชัดลงไป ดังนั้นพิธีกรรมของชาวพุทธจึงมีความยืดหยุ่นและเป็นไปตามวัฒนธรรมของชนชาตินั้นๆตามความชอบของสังคมนั้น ทำให้ประเพณีชาวพุทธทั่วโลกจึงมีลักษณะที่แตกต่างกัน อันเนื่องจากพุทธไม่ถือว่าวัฒนธรรมตนเป็นวัฒนธรรมเอกและเห็นวัฒนธรรมอื่นเป็นวัฒนธรรมรองจนต้องทำลายหรือดูดกลืนวัฒนธรรมของชนชาติอื่นๆ พุทธศาสนิกชนส่วนใหญ่จึงเป็นผู้ใจกว้างในความแตกต่างทางวัฒนธรรม ยินดีในความหลากหลายทางประเพณี ยอมรับในวัฒนธรรมที่แตกต่างของกันและกันได้ดี


นิกาย 


ศาสนาพุทธ แบ่งออกเป็นนิกายใหญ่ได้ 2 นิกายคือ เถรวาทและมหายาน นอกจากนี้แล้วยังมีการแบ่งที่แตกต่างออกไปแบ่งเป็น 3 นิกาย เนื่องจากวัชรยานถือว่าตนเป็นยานพิเศษโดยเฉพาะ ต่างจากมหายาน